คณะกรรมการอาหารและยา ( เอฟดีเอ ) ออกแถลงการณ์ เมื่อวันพุธ เรื่องการอนุมัติใช้งานวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค “เป็นบูสเตอร์” เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปี และบุคคลในทุกช่วงวัยซึ่งป่วยด้วยโรคประจำตัวร้ายแรง และผู้ที่ประกอบอาชีพเสี่ยงสูง อาทิ บุคลากรการแพทย์ โดยการรับวัคซีนเข็มสามให้ทิ้งช่วงหลังการฉีดวัคซีนสองเข็มแรกครบแล้วเป็นเวลานานไม่น้อยกว่า 6 เดือน

มติดังกล่าวของเอฟดีเอเกิดขึ้นหลังคณะที่ปรึกษาของคณะกรรมการ มีมติแบบเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ยังไม่อนุมัติการใช้งานวัคซีนเข็มที่สามกับประชาชนเป็นวงกว้าง คือกลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 16-64 ปี เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันอย่างชัดเจน เกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มสาม ที่มีต่อการลดอัตราการป่วยหลักและเสียชีวิต และการฉีดวัคซีนเข็มที่สามอาจนำไปสู่การฉีดวัคซีน “มากเกินไปหรือไม่”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นประมาณ 1 เดือน หลังเอฟดีเอมีมติเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้ผู้ป่วยด้วยโรคประจำตัว ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เป็นบุคคลกลุ่มแรกในสหรัฐที่สามารถรับวัคซีนบูสเตอร์ได้ ไม่ว่าจะมีอายุอยู่ในช่วงวัยใด ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานวัคซีนของโมเดอร์นาเป็นเข็มที่สาม กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม ในเวลาเดียวกัน บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเปิดเผยผลการศึกษา การฉีดวัคซีนเดิมเป็นเข็มที่สอง เพื่อกระตุ้นให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันไปแล้ว ว่าได้ผลดีเช่นกัน และเตรียมส่งให้เอฟดีเอพิจารณาต่อไป